#SOLUTION
The Next Big Thing in Design is Circular Design รู้จักการออกแบบหมุนเวียนในฐานะอนาคตของวงการดีไซน์
25 พ.ค. 2020


ปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันดีว่า งานออกแบบไม่ใช่การทำงานที่คำนึงถึงผลลัพธ์เพื่อให้ตอบโจทย์ความสวยงามและความต้องการของลูกค้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังต้องรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นความยั่งยืนของโลกใบนี้ด้วย ด้วยเหตุนี้ งานออกแบบที่ดี ที่ให้ผลลัพธ์อันพึงประสงค์อย่างรอบด้าน จึงกลายเป็นแนวคิดที่ถูกหยิบยกกันขึ้นมาให้ความสำคัญ ซึ่งวิธีการที่พูดถึงกันอยู่บ่อยๆ ในช่วงเวลาที่ดำเนินอยู่ก็คือ การออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) นั่นเอง

 

 

WHAT IS CIRCULAR DESIGN?

 

งานดีไซน์คือองค์ประกอบสำคัญสำหรับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทั้ง 2 อย่างนี้ต่างก็เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เราไม่สามารถพูดถึงเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยปราศจากการไม่พูดถึงงานดีไซน์ได้ ด้วยเหตุนี้ เศรษฐกิจหมุนเวียนจึงมาควบคู่กันกับการออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) ด้วยเช่นเดียวกัน

 

ว่าแต่ การออกแบบหมุนเวียนคืออะไร? การออกแบบหมุนเวียน คือ การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือบริการแบบไม่ยึดติดกับวงจรชีวิต ซึ่งประกอบไปด้วยจุดเริ่มต้น จุดกึ่งกลาง และจุดจบ เป้าหมายของการออกแบบหมุนเวียนมีอยู่ว่า ต้องดีไซน์ผลิตภัณฑ์ให้สามารถถูกนำไปต่อยอดต่อๆ ไป (be made to be made again) ได้ ซึ่งวิธีการดังกล่าวทำให้ทรัพยากรถูกใช้อยู่ในระบบไม่รู้จบ ภายใต้วัฏจักรของการรีไซเคิลและการนำกลับมาใช้ใหม่นั่นเอง

 

 

ทั้งนี้ ด้วยแนวคิดของการออกแบบหมุนเวียน ทรัพยากรจะไม่กลายเป็นขยะอีกต่อไป ตรงกันข้าม ขยะที่ใครบางคนเคยไม่เห็นคุณค่าก็อาจกลายมาเป็นสมบัติล้ำค่าสำหรับใครบางคนไปเลยก็เป็นได้

 

อย่างไรก็ดี ตัวอย่างของการออกแบบหมุนเวียนที่น่าจะทำให้เราเห็นภาพชัดเจนที่สุดก็คือ ธรรมชาติ ในระบบของธรรมชาตินั้น เราจะสามารถเห็นองค์ประกอบต่างๆ หมุนเวียนเป็นวัฏจักรในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอากาศ, น้ำ หรือดิน เรื่อยไปจนถึงก๊าซต่างๆ อาทิ คาร์บอน, ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส ฯลฯ

 

 

ELEMENTS OF CIRCULAR DESIGN

 

Ellen MacArthur ผู้ก่อตั้งบริษัท IDEO บริษัทที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมชื่อดัง ซึ่งตอนนี้กำลังผลักดันภาคธุรกิจให้ปรับเข้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อยู่นั้น เคยนำเสนอเกี่ยวกับการออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) เอาไว้เป็นลักษณะของไดอาแกรมที่คล้ายกับผีเสื้อ (butterfly diagram) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แทนที่วงจรของผลิตภัณฑ์จะไปจบลงตรงที่หลุมฝังกลบ แต่ด้วยองค์ประกอบ 4 อย่างที่ Ellen นำเสนอ ก็สามารถส่งผลให้ทรัพยากรถูกนำไปใช้ต่อยอดได้เรื่อยๆ โดย 4 องค์ประกอบที่ว่ามา ได้แก่

 

  1. Reuse : ในลูปนี้ ผลิตภัณฑ์สามารถถูกนำกลับไปใช้ใหม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น แทนที่เราจะขายเครื่องล้างจานทิ้งไป เราสามารถเปลี่ยนเป็นให้ผู้อื่นมาเช่าได้

 

  1. Refurbish : ผลิตภัณฑ์สามารถส่งกลับไปยังบริษัทผู้ผลิต เพื่อให้มีการซ่อมแซมและนำมาขายต่ออีกครั้ง หลังจากที่ทำการตรวจสอบคุณภาพทุกอย่างแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

 

  1. Remanufacture : ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์บางชิ้นสามารถถอดออกแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิตได้ ยกตัวอย่างเช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์ ฯลฯ

 

  1. Recycle : ผลิตภัณฑ์สามารถถูกนำไปรีไซเคิล เพื่อใช้สำหรับอุตสาหกรรมอื่นได้ ยกตัวอย่างเช่น กระดาษที่มีคุณภาพสูงเมื่อใช้แล้วก็สามารถถูกนำไปรีไซเคิล เพื่อใช้เป็นห่อกระดาษราคาถูกลงได้

 

 

จะเห็นได้ว่า ด้วยองค์ประกอบทั้ง 4 อย่างที่ว่ามา พวกมันสามารถถูกหยิบจับนำไปใช้ เพื่อสร้างกรอบความคิดของโมเดลธุรกิจแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ ซึ่งหากนักออกแบบ รวมถึงผู้ประกอบการ ช่วยกันคิดค้นแนวทางที่จะทำให้องค์ประกอบทั้งหมดสามารถร่วมกันทำได้จริงแล้ว เชื่อแน่ว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งจะเดินหน้าไปควบคู่กับการออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) นั้น จะสร้างความยั่งยืนให้แก่สังคมและโลกใบนี้อย่างแน่นอน

กลับหน้าหลัก