#SHOWCASE
Polylactic Acid (PLA) Plastic พลาสติกชีวภาพ เพื่อโลก เพื่ออนาคต
07 ต.ค. 2019


แม้พลาสติกจะตกเป็นจำเลยในฐานะตัวการสำคัญที่ทำร้ายและทำลายสิ่งแวดล้อมในระยะหลัง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบจากพลาสติกก็ยังคงมีบทบาทกับชีวิตประจำวันของเราอยู่ตลอด อย่างไรก็ตาม พลาสติกเองก็ไม่ต้องการที่จะสวมบทตัวร้ายในสายตาของมหาชนเสมอไป และปัจจุบันพวกมันก็ได้มีการปรับตัว เพื่อตอบโจทย์เรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งหนึ่งในนวัตกรรมพลาสติกที่เกิดขึ้นมา เพื่อแก้ไขจุดเจ็บปวด (pain point) ดังกล่าวก็คือ พลาสติก Polylactic Acid (PLA) นั่นเอง

 

 

พลาสติก Polylactic Acid (PLA) คืออะไร?

 

Polylactic Acid (PLA) เป็นพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพชนิดพอลิเอสเตอร์ (Polyester) ซึ่งทำมาจากวัตถุดิบที่สามารถทดแทนขึ้นมาใหม่จากธรรมชาติ ได้แก่ ข้าวโพด, มันสำปะหลัง และอ้อย เป็นต้น ส่วนในเรื่องของกระบวนการผลิตนั้น พลาสติก PLA จะผลิตด้วยการหมักน้ำตาลให้เป็นกรดแล็กติก (Lactic acid) จากนั้น จึงนํามาทําปฏิกิริยาพอลิเมอร์ไรเซชั่น (Polymerization) เพื่อผลิตเป็นเม็ดพลาสติก PLA นั่นเอง

 

ทั้งนี้ พลาสติก Polylactic Acid (PLA) มีคุณสมบัติโดดเด่นในเรื่องของความใส (คล้ายแก้ว) และมีความแข็งแรงทนทานในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ ด้วยความที่พลาสติก PLA มีจุดหลอมเหลวอยู่ที่ 180-220 องศา จึงทำให้ขึ้นชิ้นงานได้คมและสวย สามารถเก็บรายละเอียดได้ดี อีกทั้งยังขึ้นรูปได้ง่ายและเย็นตัวเร็ว ส่งผลให้ไม่จำเป็นต้องใช้แผ่นรองความร้อนอีกต่างหาก

 

 

พลาสติก Polylactic Acid (PLA) เอาไปใช้ทำอะไรบ้าง?

 

ด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นหลายๆ ประการที่บอกกล่าวเอาไว้ในหัวข้อข้างบน ทำให้ ณ ตอนนี้ พลาสติก Polylactic Acid (PLA) ถูกนำไปใช้งานค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์บรรจุอาหารที่ไม่มีความสูงมาก ได้แก่ กล่อง จาน ช้อน มีด ส้อม ตะเกียบ หลอด แก้วน้ำ แก้วกาแฟพร้อมฝา รวมถึงถุงหูหิ้ว ถุงใส่กลอง เป็นต้น

 

นอกจากนี้ พลาสติก PLA ยังสามารถนำไปใช้เป็นฟิล์มสำหรับห่อหุ้มอาหาร อีกทั้งยังใช้ทำเส้นใยและสิ่งทอ เพื่อนำไปผลิตเป็นเสื้อผ้าและผ้าเบาะรถยนต์ กระทั่งไหมเย็บแผล, ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่ต้องฝังในกระดูกหรือเนื้อเยื่อ รวมถึงงานด้านการแพทย์อื่นๆ ได้อีกต่างหาก

 

 

พลาสติก Polylactic Acid (PLA) กับการตอบโจทย์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม?

 

ปัจจุบัน พลาสติก Polylactic Acid (PLA) มีแนวโน้มความต้องการจากผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินเอาไว้ว่า ภายในปี 2020 พลาสติกชีวภาพ ซึ่งก็รวมถึงพลาสติก PLA ด้วยนั้น จะมีความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านตัน เมื่อเทียบกับปี 2012 ที่มีเพียง 0.4 ล้านตันเท่านั้น โดยเหตุผลหลักก็มาจากสถานการณ์ความรุนแรงเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้หลายธุรกิจมีการปรับตัวและให้ความสำคัญกับการลดการใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single-use plastics)

 

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบคุณสมบัติของพลาสติก PLA กับพลาสติกทั่วๆ ไป เช่น พลาสติก PET ที่นำไปทำเป็นขวดน้ำเปล่าแล้ว ปรากฏว่า คุณสมบัติการใช้งานแทบไม่แตกต่างกันเลย ทั้งเรื่องของความใส, น้ำหนักเบา หรือกระทั่งความยืดหยุ่น ฯลฯ

 

อย่างไรก็ตาม ข้อเด่นของพลาสติก PLA ที่ทำให้ตัวมันเองแตกต่างจากพลาสติกทั่วๆ ไป ก็คือ พลาสติกทั่วๆ ไปใช้เวลาในการย่อยสลายเป็นร้อยๆ ปี ซึ่งสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ตรงกันข้ามกับพลาสติก PLA ที่ใช้เวลาน้อยกว่า เพียง 180 วันเท่านั้น ก็สามารถย่อยสลายได้หมดรียบร้อยแล้ว เนื่องจากผลิตขึ้นโดยวัตถุดิบทางการเกษตรหรือจากธรรมชาติ (ฺBiobase) นั่นเอง

 

สำหรับพลาสติก PLA นั้น ขั้นตอนสุดท้ายจะถูกย่อยโดยจุลินทรีย์จนกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และมวลชีวภาพ ภายใต้อุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม เช่น ความชื้นสัมพัทธ์ที่ 50-60% อุณหภูมิที่ 50-60 องศาเซลเซียส หรือนำไปผ่านกระบวนการหมักทางชีวภาพภายในระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะไม่มีส่วนของพลาสติกและสารพิษหลงเหลืออยู่เลย

 

 

ถึงจะมีพลาสติกจะย่อยสลายได้ แต่การจัดการขยะพลาสติกก็ยังจำเป็น

 

แม้พลาสติก Polylactic Acid (PLA) จะเป็นนวัตกรรมที่ทำมาเพื่อตอบโจทย์เรื่องของสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ เพราะสามารถย่อยสลายเองได้ภายในเวลาไม่นาน แต่ตามความเป็นจริงแล้ว การย่อยสลายพลาสติก PLA นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นรวดเร็วเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมทั่วไปเหมือนกับเศษอาหาร แต่มันต้องอาศัยปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การย่อยสลายที่สมบูรณ์ด้วย อาทิ ใช้ระบบการหมักแบบอุตสาหกรรมที่มีอุณหภูมิ 55-60 องศาเซลเซียส หรือหมักในครัวเรือนที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า ซึ่งหากปัจจัยแวดล้อมไม่เหมาะสมเสียแล้ว ระยะเวลาในการย่อยสลายก็จะยืดยาวยิ่งขึ้น

 

และนี่เองจึงเป็นเหตุผลว่า ในต่างประเทศที่มีการใช้พลาสติก PLA จะต้องมีการระบุรายละเอียดและเงื่อนไขเรื่องการกำจัดเอาไว้ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทดังกล่าวมิเช่นนั้นแล้ว การมีอยู่ของมันก็จะไม่ต่างไปจากพลาสติกทั่วๆ ไป ที่ใช้เวลานานกว่าจึงจะย่อยสลายหายไปตามธรรมชาติได้

 

ทั้งนี้ วิธีแก้ไขที่ดีสุดก็คือ การจัดการทุกอย่างแบบเป็นระบบ มีการบอกกล่าวข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นให้บริโภคได้ทราบ อีกทั้งยังต้องมีการปลูกฝังและสร้างค่านิยมในการแยกขยะอย่างถูกต้อง เพื่อไม่ทำให้ปัญหาเดิมๆ ยังคงเกิดขึ้นอยู่ต่อไป ซึ่งแนวทางนี้จะสามารถช่วยเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมได้ ไม่ว่าจะเป็นในระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาวเลยทีเดียว

กลับหน้าหลัก